Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นมวัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นมวัว แสดงบทความทั้งหมด

“ดื่มนมกันเถอะ” ช่วยให้ผอมได้


นมเป็นแหล่งอาหารที่ให้แร่ธาตุแคลเซียมที่สำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็กโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นกระดูกและฟันการดื่มนมร่วมไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยสร้าง และสะสมความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนมนระยะยาว การดื่มนมร่วมไปกับการออกกำลังกายช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตแนวความยาว ส่งผลต่อความสูงของเด็ก

เด็กวัยเรียนและวัยรุ่น ควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 1-2 แก้ว

แต่นมชนิดใดกันที่ดื่มและมีประโยชน์สูงสุด ก็ต้องตอบว่านมสดแท้ 100% เพราะเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

นมสดแท้ 100% คือ นมสดแท้พร้อมดื่มที่ไม่มีการเติมสี เติมน้ำตาลหรือเติมสารให้รสชาติอื่นใด มี 2 ชนิดคือ นมสดจากนมแม่และนมวัวสดแท้รสธรรมชาติ หรือนมสดรสจืด นมสดแท้ 100% 1 แก้ว(200 มล.) มีสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่

*โปรตีนประมาณร้อยละ 17-22 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในวัน 1 วัน

*ไขมัน ร้อยละ 12 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

ไขมันในนม มีส่วนประกอบหลายอย่าง สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่อหัวใจได้ สำหรับนมพร่องมันเนยจะมีไขมันน้อยกว่า 1 ใน 3 ของนมพร้อมดื่มปกติ จึงเหมาะกับผู้สูงอายุและผู้มีมีปัญหาไขมันในเลือดสูง

*น้ำตาลธรรมชาติที่มีอยู่ในนมสดแท้ 100% คือ น้ำตาลแลคโตส ช่วยดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและเมื่อถูกย่อยจะเปลี่ยนน้ำตาลกลูวัสและกาแลคโตส ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเยื่อหุ้มสมองและเยื่อหุ้มประสาท

-น้ำนมแม่มีน้ำตาลแลคโตสอยู่ร้อยละ 7

-นมวัวสดแท้มีน้ำตาลแลคโตสอยู่ร้อยละ 5

*วิตามินเอประมาณร้อยละ 10 ของปริมาณที่ร่างควรได้รับในวัน 1 วัน ช่วยการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ การมองเห็น และ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วย

*วิตามินบี 2 ประมาณ 1 ใน 4 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วัน ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก และกระตุ้นให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ

*แคลเซียมและฟอสฟอรัส ประมาณร้อยละ 30 ของปริมาณที่ร่างควรได้รับใน 1 วัน


เชื่อหรือไม่ ผอมได้!....ด้วยนมสดแท้ 100%
นอกจากแคลเซียมจะช่วยสร้างกระดูกและฟันแล้ว ยังช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกายโดยมีบทบาทต่อการลดน้ำหนักอีกด้วยเมื่อดื่มนมควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

-การศึกษาติดตามเด็กจำนวน 99 คน เป็นเวลา 12 ปี พบว่า ผู้ที่บริโภคนมน้อยจะมีค่าดัชนีมวลภายเพิ่มมากขึ้น และการศึกษาติดตามเด็ก 52 คนตั้งแต่อายุ 2 เดือนถึงอายุ 8 ปี พบว่า เด็กที่ได้รับอาหารที่เค้กแคลเซียมสูง เช่น นมสดแม้ จะมีไขมันสะสมในร่างกายน้อย

-จากการศึกษาที่ Quebec (Quebec Family Study) พบว่า หลังจากที่มีการเพิ่มการบริโภคนมไขมันต่ำหรือนมปราศจากไขมันร่วมกับการบริโภคผลไม้เป็นเวลา 6 ปี กลุ่มอาสาสมัครไม่มีการเพิ่มของน้ำหนักและการสะสมของไขมันเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคอาหารแบบนี้

การศึกษาโดยความร่วมมือของศูนย์การแพทย์ 6 แห่งในอเมริกา(Heritage Family Study)ในผู้ชาย 362 คนและหญิง 462 คนพบว่า ผู้ที่บริโภคแคลเซียมต่ำจะมีปริมาณไขมันในร่างกายสูงโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องของผู้ชายและผู้หญิงผิวขาว

ข้อมูลเหล่านี้ ยืนยันได้ว่า การบริโภคนมสดแท้เป็นประจำ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลดน้ำหนัก


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.thaihealth.or.th

นมถั่วเหลือง


น้ำเต้าหู้ หรือ นมถั่วเหลือง

สำหรับคนที่ไม่ดื่มนม มักจะได้รับคำแนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง คงไม่มีใครไม่รู้จักน้ำเต้าหู้ แต่พอเรียกนมถั่วเหลืองดูเป็นเครื่องดื่มมีค่ามากขึ้น ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ เป็นอาหารประจำชาติได้อย่างหนึ่ง


น้ำเต้าหู้ใส่กล่องขายมีชื่อใหม่ว่านมถั่วเหลือง เมื่อใส่กล่องแล้วต้องเพิ่มราคาขึ้นไปอีก จะดื่มน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลือง หรือนมถั่วเหลืองเสริมนมวัว ผู้ดื่มคงได้รับประโยชน์เท่ากัน

นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ให้โปรตีนเกือบเท่านม มีไขมันที่ดีกว่า คือให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่านม ช่วยลดโคเลสเตอรอล สำหรับข้อเสีย คือน้ำเต้าหู้ให้แคลเซียมน้อยมาก คนไม่ดื่มนมจะต้องกินอาหารอื่นที่ให้แคลเซียม คือผักสีเขียวและปลาตัวเล็ก


เครื่องดื่มที่มีความข้นไม่ว่าจะเป็นนม นมถั่วเหลือง หรือน้ำผลไม้ปั่น เป็นอาหารที่อาจมีการเติมน้ำได้โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ทำจากถั่วเหลืองโม่หรือปั่นละเอียด พร้อมกับเติมน้ำ ถ้าเติมน้ำน้อยนมจะข้นมีสารอาหารมาก ถ้าเติมน้ำมากนมจะใสมีสารอาหารน้อย


นมถั่วเหลืองที่บรรจุกล่องจะมีฉลากบอกข้อมูลทางโภชนาการที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความรู้ไปด้วย สิ่งเป็นสำหรับสุขภาพในปัจจุบัน คือปริมาณไขมันและไขมันอิ่มตัว โคเลสเตอรอล โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย น้ำตาลและโซเดียม


สำหรับสุขภาพดีเราควรได้รับไขมันน้อย และในบรรดาไขมันทั้งหมดจะต้องมีไขมันอิ่มตัวน้อย โปรตีนและเส้นใยเป็นสิ่งที่ควรได้รับมาก คาร์โบไฮเดรตอาจจะมีมากหรือน้อย แต่น้ำตาลควรจะน้อย เมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด และควรได้รับโซเดียมน้อย

นมถั่วเหลืองเป็นอาหารที่เข้ายุคสมัย เพราะไขมันในนมถั่วเหลืองเป็นไขมันที่ช่วยลดโคเลสเตอรอล ทำให้ลดโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจ


โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ คนโบราณกินถั่วงอกหัวโต เต้าหู้ เต้าเจี้ยว และนมถั่วเหลือง ถึงจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์ก็แข็งแรงดี นมถั่วเหลืองจะดีกว่านมวัวตรงที่มีเส้นใยอาหารด้วย เส้นใยอาหารช่วยการขับถ่าย และป้องกันโรคมะเร็งทางเดินอาหาร

ข้อเสียของนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ส่วนมากเป็นน้ำตาลที่เติมจนหวานจัด

ถ้ามีเครื่องบดอาหาร ทำนมถั่วเหลืองกินเอง จะลดน้ำตาลและทำให้ข้นได้ตามความต้องการ เพียงแช่ถั่วเหลืองค้างคืนไว้ ใช้ถั่วแช่น้ำแล้ว 500 กรัม ปั่นในเครื่องปั่นพร้อมกับค่อย ๆ เติมน้ำจนครบ 2 ถ้วย ผสมกับน้ำอีก 10 ถ้วย กรอง แล้วต้มไฟอ่อนไม่ถึงกับเดือด ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ถ้าไม่อยากอ้วนไม่ต้องใส่น้ำตาลหรือใส่น้อย ๆ จะได้นมถั่วเหลืองสดสะอาด

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.thairunning.com

อาการแพ้นมวัว

บทความนี้จะกล่าวอย่างละเอียดเกี่ยวกับการแพ้นมต่างๆ วิธีป้องกัน และคำถามที่มักถูกถามกัน

อะไรคือการแพ้นมวัว ?

>> อาการแพ้นมวัว คือ อาการที่ร่างกายไม่สามารถย่อยโปรตีนในนมวัวได้
>> อัตราของเด็กที่มีอาการแพ้นมวัว คือ 0.3 – 7.5%
>> อาการแพ้นมวัวนี้มักพบในช่วงวัยทารก


อาการแพ้นมวัวเป็นอย่างไร ?
อาการทั่วไปของการแพ้นมวัว คือ ท้องอืด อาเจียน อุจจาระร่วง ระบบการหายใจผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีอาการไอ คันที่จมูก หายใจลำบาก
การแพ้น้ำนมวัวอาจทำให้เป็นโรคผิวหนัง ที่มีลักษณะแบบรังผึ้ง บวม คัน หรืออาจพบว่ามีผื่นแดงขึ้นที่ปากและคาง อาการจะปรากฏภายใน 30 นาทีหลังจากดื่มนม แต่เด็กบางคนอาจจะใช้เวลานานกว่านี้


การแพ้นมวัวมีอันตราย ?
อาการแพ้นมวัวอาจเป็นอาการที่ร้ายแรงได้ คุณควรรีบไปพบแพทย์ทันทีที่เด็กมีอาการแสดงดังต่อไปนี้
>> หายใจลำบาก หรือ หยุดหายใจ
>> มีผื่นขึ้น มีรอยบวมแดง มีอาการคัน มีรอยไหม้ หรือ ปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง
>> พบรอยบวมแดงขึ้นที่บริเวณศีรษะและลำคอ

>>อุจจาระร่วง ถ่ายเป็นเลือด
>> มีอาการอ่อนเพลีย
ถึงแม้ว่าเด็กจะไม่มีอาการดังกล่าวข้างต้น คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ทันที ถ้าคุณสงสัยว่าลูกคุณมีอาการแพ้น้ำนมวัว


อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส ?
เป็นการยากที่จะบอกถึงสาเหตุของการแพ้นมวัว เมื่อเปรียบเทียบกับการแพ้น้ำตาลแลคโตส
เด็กบางคนอาจแพ้ทั้ง 2 อย่าง เพราะว่าอาการแพ้นมวัวจะทำให้ลำไส้มีประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำตาลแลคโตสได้ลดลง
ผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์สามารถทดสอบเพื่อยืนยันว่าลูกของคุณมีอาการแพ้นมวัว หรือ อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส


ยืนยันว่าแพ้นมวัวอย่างไร ?
ถ้าคุณสงสัยว่าลูกมีอาการแพ้น้ำนมวัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถทดสอบอาการแพ้นมวัวของลูกคุณได้
ถ้าลูกของคุณมีอาการแพ้ที่มีสาเหตุมาจากนมวัว คุณควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมวัว

ถ้ามีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องในครอบครัวที่มีอาการแพ้นมวัว เด็กก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะแพ้นมวัวได้เช่นกัน การเลี้ยงทารกแรกเกิดด้วยน้ำนมวัวสด จะเพิ่มโอกาสในการแพ้นมวัว ถ้ามีสมาชิกภายในครอบครัวมีประวัติอาการแพ้ คุณควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้นมวัว


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะมีอาการแพ้หรือไม่ ?
เด็กที่เลี้ยงด้วยน้ำนมแม่ อาจจะมีอาการแพ้นมวัวได้เช่นกัน
สาเหตุอาจมาจากผลิตภัณฑ์นมที่แม่บริโภคในช่วงที่ให้นมบุตร ทำให้ส่งผ่านจากอกแม่ไปสู่ลูกน้อยในช่วงที่ให้นมแม่ ดังนั้นถ้าคุณสงสัยว่าลูกแพ้นมวัว คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์นมที่เหมาะสม


วิธีรักษาการแพ้นมวัว ?
สิ่งสำคัญที่สุดของการรักษาอาการแพ้นมวัว คือ หลีกเลี่ยงการบริโภคนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว
ถ้าคุณเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณควรหลีกเลี่ยงการบริโภคนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวด้วย เช่น เนย โยเกิร์ต ไอสครีม และอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว
การเลือกผลิตภัณฑ์นมที่จะใช้เลี้ยงเด็กนั้น คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้เป็นคนแนะนำ ซึ่งคุณอาจเลือกใช้นมถั่วเหลืองแทนการใช้นมวัว
ถ้าลูกมีอาการแพ้นม คุณควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาและบรรเทาอาการแพ้นม


เด็กจะแพ้นมถั่วเหลืองด้วยหรือไม่ ?
อาการแพ้นมถั่วเหลืองมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าอาการแพ้นมวัว
อย่างไรก็ตามถ้าเด็กแพ้นมถั่วเหลือง แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนนมเป็นนมสูตรพิเศษสำหรับทารกที่มีปัญหาแพ้ทั้งนมถั่วเหลืองและนมวัว


เด็กจะแพ้นมวัวตลอดไปหรือไม่ ?
50% ของเด็กที่มีอาการแพ้น้ำนมวัวจะยังคงมีอาการแพ้นมวัวจนกระทั่งถึงช่วงอายุ 1 ขวบ
75% ของเด็กที่มีอาการแพ้น้ำนมวัวจะยังคงมีอาการแพ้นมวัวจนกระทั่งถึงช่วงอายุ 2 ขวบ
85% ของเด็กที่มีอาการแพ้น้ำนมวัวจะยังคงมีอาการแพ้นมวัวจนกระทั่งถึงช่วงอายุ 3-4 ขวบ


อาการแพ้นมวัวในเด็กโต ?
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้คุณควรระมัดระวังในการป้อนนมวัวให้ลูกในครั้งแรก ซึ่งถ้าพบว่าเด็กไม่มีอาการแพ้นมวัว คุณอาจให้เด็กบริโภคนมวัวได้
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าคุณจะให้เด็กบริโภคนมวัวในปริมาณเล็กน้อย แต่ก็อาจเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เด็กบางคนเกิดอาการแพ้นมวัวอีกครั้ง


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://clients.intellectsystems.net

นมวัว กับ นมถั่วเหลือง

นมวัว กับ นมถั่วเหลือง ถึงเวลาที่ต้องมารับรู้ว่า มีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการบริโภค


ในเรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่ คุณภาพโปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนดีกว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง ที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถเสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการ เติมเครื่องต่างๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดง ลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น
พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่า คือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่เท่า, นมนมนั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะได้พลังงานทั้งหมดพอๆ กัน แม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียม ที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้สมบูรณ์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว หากเป็นนมถั่วเหลืองธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในสภาวะนั้นๆค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.horapa.com

รู้จัก “ นม ” ดีแล้วหรือยัง

นมให้ผลดีหรือร้าย
นานมาแล้วที่มนุษย์เราสรรหาสารพัดวิธีในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บนอกเหนือจากการรับประทานยา เช่น เน้นเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ความร้อน ฯลฯ หรือเชื่อว่าการให้ยาในปริมาณน้อยเกินไปเพื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่และการดื่มนมนั้นเป็นยาพิษที่กระตุ้นให้อาการทรุดหนักกว่าเดิม แต่การแพทย์ออธอร์ดอกในยุคกลางกลับใช้วิธีดังกล่าวรักษาโรคร้ายให้หายเป็นปลิดทิ้งและมีกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์แห่งมงต์เปลิเยร์ ( Montpellier) ทำสงคราต่อต้าน “เครื่องดื่ม” ที่คนนิยมบริโภคกันมากที่สุดในโลกรองลงมาจากน้ำเปล่า ซึ่งหนึ่งในกลุ่มนี้คือ เมอซิเยอร์ อองรี ชัวเยอซ์ ( Henri Joyeux ) อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาและศัลยกรรมระบบย่อยอาหาร ดอกเตอร์ฌอง ซิญาเล่ต์ (Jean Seignalet) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเทคนิควิธีการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งระบุว่าฮอร์โมนและส่วนประกอบในนมวัวทำให้ลูกวัวอ้วนขึ้นกว่า 100 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดกับคนทุกคนที่นิยมดื่มนม นอกจากนี้ตั้งแต่ปีค.ศ.1950 เป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศษสูงขึ้น 10 ซม. และมีน้ำหนักมากขึ้น 10 กก. ซึ่งเป็นผลมาจากการมีกระดูกที่แข็งแรงและปริมาณไขมันที่มากขึ้น แต่น่าเสียดายที่พัฒนาการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสมองเลย

หลายคนสงสัยว่าแคลเซียมช่วยป้องกันกระดูกแข้งขาหักได้จริงหรือ ดอกเตอร์ ซีญาเล่ต์ ยืนยันว่า “ แคลเซียมในนมดูดซึมได้ไม่ดีในลำไส้ แต่จะดูดซึมแคลเซียมจากผักได้ดีกว่า ดังนั้นเพียงแค่แคลเซียมที่ได้จากผักสดหรือแห้ง อาหารดิบ ผลไม้ต่าง ๆ และน้ำแร่ก็เพียงพอต่อร่างกายแล้ว ” ส่วนศาสตราจารย์ชัวเยอซ์ไม่เชื่อในประสิทธิภาพของอาหารจำพวกนมมากนักว่าจะสามารถป้องกันกระดูกเสื่อมได้ โดยกล่าวว่า “ลองสังเกตุดูสิว่า ชาวสแกนดิเนเวียนักบริโภคอาหารจากนมขนานแท้กับชาวญี่ปุ่นที่ไม่นิยมนมเนยต่างไม่ต้องเจอปัญหาโรคกระดูกเหมือนกัน” อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขามั่นใจว่าการบริโภคนมดีกว่าการรับประทานผลไม้ 4 ผล หรือโยเกิร์ต 4 ถ้วยต่อวัน หรือควรเลือกบริโภคเนยจากนมแพะหรือแกะซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ใกล้เคียงกับของคนมากกว่า แต่ต้องยอมเลิกรับประทานผลิตภัณฑ์นมเนยทุกชนิดทันทีที่ล้มป่วย และทางด้านดอกเตอร์ซิญาเล่ต์ กล่าวเสริมอีกว่า เขาเองก็เลิกบริโภคนมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นนำนมแท้ ๆ หรือนมแปรรูป
นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นของศาสตราจารย์เจรารด์ เดอบรี (Gerard Debry) แพทย์อีกคนหนึ่งจากเมืองนองซี่ (Nancy) ซึ่งเป็นที่ฮือฮากันมา ณ ช่วงเวลานั้นและเจ้าของผลงานเขียนเรื่อง “ นม สารอาหารและสุขภาพ ” (Lait, Nutrition et Sante) ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์สุขภาพอีกเล่มหนึ่งก็ว่าได้ “นมไม่ได้เป็นแค่แหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงวัยรุ้นหรือสูงอายุ แต่เป็นทั้งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารอื่น ๆ มีโปรตีนสูง มีไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 3.6 % โดยเฉพาะวิตามินเอ บี 2 และบี 12” รวมทั้งอีกหนึ่งความคิดเห็นของดอกเตอร์ฌอง-มิเชล เลอแซรฟ์ (Jean-Michel Lecerf) จากสถาบันปาสเตอร์ (Institut Pasteur) แห่งเมืองลีล (Lille) ผู้จัดทำหลักสูตรศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการย่อยอาหาร “ไม่มีใครสามารถระบุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอาหารไหนดีหรือไม่ดี และเราต่างก็ผิดมาโดยตลอดที่เปรียบเทียบชาวฝรั่งเศษกับชาวญี่ปุ่นซึ่งมีระบบการดูดซึมอาหารไม่เหมือนกัน อาหารการกินและสุขภาพอนามัยก็ต่างกัน แต่ผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและพฤติกรรมการกินอยู่ของคนเรามาหลายศตวรรษแล้วจนยากจะปฏิเสธ อีกทั้งประโยชน์จากแคลเซียมที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็น่าแปลกที่การบริโภคนมมากเกินไปกลับเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้พอ ๆ กับคนที่เลิกดื่มนมและมีการยืนยันว่า นมวัว (รวมทั้งนมแม่) ก็ไม่ได้เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด ลองนึกถึงเด็กวัยก่อน 5-6 เดือนดูสิ มักป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง พัฒนาเป็นโรคเบาหวานในผู้ใหญ่จนกระทั่งโรคอ้วนและเป็นที่ทราบกันว่าแคลเซียมไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่เสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรงแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารร่างกาย วิตามินดี (จากแสงแดด) ผัก และผลไม้” จึงขอแนะนำว่าควรบริโภคผลิตภัณฑ์นมอย่างมากแค่ 3 ชนิดต่อวัน แต่ถ้าร่างกายยังขาดแคลเซียมอยู่ให้หันมารับประทานพวกปลาตัวเล็ก ที่รับประทานได้ทั้งตัวปรือแคลเซียมในรูปเสริมอาหารด้วย

น้ำตาลในนมระคายท้อง
“ น้ำตาลนม ” เป็นคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลตามธรรมชาติที่พบในนมทุกชนิด หนึ่งในจำนวนนั้นประกอบด้วยน้ำตาลแล็กโทส (Lactose) ซึ่งนมจะมีน้ำตาลชนิดนี้มากกว่าน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น โดยมีประมาณร้อยละ 6-7 ในน้ำนมแม่ และร้อยละ 5 ในน้ำนมวัว ความพิเศษของน้ำตาลแล็กโทสอยู่ที่ประกอบด้วยน้ำตาลชั้นเดียวสองโมเลกุลรวมกันคือ น้ำตาลกลูโคส และกาแล็กโทส น้ำตาลแล็กโทสจะมีความหวานมันน้อยกว่าน้ำตาลทราย เทียบได้ประมาณหนึ่งในหกของน้ำตาลทราย ร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กแรกเกิดจะมีน้ำย่อยที่เรียกว่าแล็กเทส (Lactase) อยู่ภายในลำไส้ ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทสเพื่อให้ร่างกายดึงน้ำตาลในนมไปใช้ได้ และโดยปกติระดับของน้ำย่อยแล็กเทสจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ใหญ่โดยเฉพาะชาวเอเซียที่ไม่มีนิสัยรักการดื่มนมเป็นประจำร่างกายก็จะเลิกสร้างหรือมีการสร้างน้ำตาลแล็กเทสลดลง ทำให้ผู้ใหญ่มักมีอาการผิดปกติเมื่อดื่มนมเข้าไป เช่น อาการแน่นท้อง ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย หรือรุนแรงถึงขึ้นท้องร่วง เป็นต้น อาการเหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายย่อยน้ำตาลแล็กโทสที่ไม่ผ่านกระบวนการย่อยถูกส่งไปยังลำไส้ ซึ่งแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะเป็นตัวย่อยสลายน้ำตาลแล็กโทสจนเกิดเป็นกรดและก๊าซขึ้นจนทำให้มีอาการผิดปกติ ดังนั้นเราจึงควรรู้วิธีการดื่มนมเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายท้องดังนี้
1.
เริ่มต้นดื่มนมในปริมาณน้อย เช่น เริ่มจากดื่ม ¼ แก้ว แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น ½ แก้ว จนสามารถดื่มได้วันละ 1 แก้ว ซึ่งจะใช้เวลาปรับตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ต้องอดทนหากมีอาการไม่มากนัก
2. อย่าดื่มนมขณะท้องว่าง ควรดื่มนมหลังอาหารหรือหาอะไรรับประทานขณะดื่มนมจะช่วยได้มาก
3. ถ้าใช้ทั้ง 2 วิธีดังกล่าวแล้วอาการยังคงรุนแรงอยู่ ควรเลือกรับประทานโยเกิร์ตชนิดครีมแทน
4. ถ้าไม่ได้ผลทั้ง 3 วิธี คงต้องหาแหล่งแคลเซียมอื่น ๆ ทดแทน อาทิ ผักใบเชียว เต้าหู้แข็ง หรือปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งตัว

นมถั่วเหลืองไม่เหมาะกับเด็กเล็ก
เนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มจำนวนของโรคแพ้อาหารมีมากขึ้น จึงทำให้ผู้คนตกอยู่ในภาวะหวาดกลัว (อาหาร)ก้าวเข้าสู่ยุคอาหารชีวจิตเพื่อสุขภาพและนิยมเลี้ยงเด็กแรกเกิดด้วยนมถั่วเหลืองมากขึ้นเรื่อยๆ ยกเว้นในสหรัฐฯ ซึ่ง 15% ของจำนวนเด็กแรกเกิดไม่ดื่มนมถั่วเหลือง เพราะถึงแม้ว่าจะปลอดภัยจากอาการแพ้ แต่นมถั่วเหลืองมีปริมาณธาตุแคลเซียมและสารอาหารที่จะไปเลี้ยงฮอร์โมนเพศหญิง ไฟโต-เอสโตรเจน (Phyto-Estrogen) ต่ำกว่านมวัว นอกจากนี้การที่เด็กแรกเกิดสามารถดื่มนมได้ปริมาณมากและเร็วกว่าผู้ใหญ่ชาวเอเซียหรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถึง 10 เท่านั้น จึงมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการศึกษาวิจัยขององค์การวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ คาดว่าการบริโภคนมถั่วเหลืองจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องและความแข็งแรงของกระดูก

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.formumandme.com