Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคลเซียม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคลเซียม แสดงบทความทั้งหมด

ประโยชน์ของนม

ประโยชน์ของนม

นมเป็นแหล่งสำคัญของแคลเซียมและโปรตีน ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและแข็งแรง นมมีความสำคัญกับเด็กมากโดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่นและช่วงวัยรุ่น เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตเร็วมาก


แคลเซียมช่วยให้เด็กมีความหนาแน่นของมวลกระดูกมากขึ้น พอเข้าสู่วัยรุ่น จะช่วยให้กระดูกยาวขึ้น ถ้าในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว ร่างกายเรามีการสะสมไว้เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะแล้วยังช่วยในเรื่องของฟันอีกด้วย แต่ถ้าใครมีไม่เพียงพอ จะทำให้เสี่ยงต่อโรคกระดูกเปราะได้ง่าย

ความจริง ประโยชน์ของแคลเซียมในน้ำนมไม่ได้มีแค่นั้น ยังทำหน้าที่ยืดหดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ระบบประสาทไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น ช่วยให้เลือดแข็งตัว

งานวิจัยระยะหลังออกมามากว่า แคลเซียมช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศทั้งสหรัฐและยุโรป ศึกษาวิจัยกันมาก โดยใช้นมพร่องมันเนยให้กับเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในโปรแกรมลดน้ำหนัก โดยพบว่ากลุ่มเด็กที่ดื่มนมพร่องมันเนยสามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่มนม ทำให้เข้าใจว่าแคลเซียมมีผลต่อการใช้ไขมัน ซึ่งอยู่ในขั้นศึกษาอยู่ แต่พอสรุปได้ว่านมยังช่วยในเรื่องลดน้ำหนักอีกด้วย

ทั้งนี้ มีข้อมูลระบุว่า เด็กไทยตัวเตี้ยกว่ามาตรฐานสากลค่อนข้างเยอะ ถ้าอยากให้เด็กไทยเติบโตเต็มศักยภาพ พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ลูกหลานดื่มนมอย่างเพียงพอ เพราะนมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับเด็ก โดยเฉพาะนมจืด เพราะไม่เป็นปัญหาในเรื่องอ้วนและฟันผุ

บางคนไม่ชอบดื่มนม เพราะดื่มแล้วไม่สบายท้อง ท้องเสีย จริงๆ แล้วคนอายุ 6 ขวบ ขึ้นไป น้ำย่อยที่จะย่อยน้ำตาลแลกโตสในนม ซึ่งอยู่ในทางเดินอาหารแทบจะไม่มีแล้ว น้ำตาลจะถูกแบคทีเรียใช้ สร้างเป็นกรดขึ้นมา เกิดเป็นแก๊ส ทำให้ท้องเสีย ซึ่งเป็นปัญหาของคนที่ไม่ได้ดื่มนมต่อเนื่อง แต่คนที่ดื่มนมต่อเนื่องจะมีการปรับตัว ทำให้ไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการ ดังนั้น คนที่ดื่มนมแล้วมีอาการ จะมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนสูง จึงควรปรับมาดื่มนมหลังอาหารหรือดื่มปริมาณน้อยแต่ดื่มหลายๆ ครั้ง ให้ได้วันละ 1 แก้ว เพื่อไปชะลอไม่ให้กระดูกพรุนเร็วขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.thaihealth.or.th

นมถั่วเหลือง


น้ำเต้าหู้ หรือ นมถั่วเหลือง

สำหรับคนที่ไม่ดื่มนม มักจะได้รับคำแนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง คงไม่มีใครไม่รู้จักน้ำเต้าหู้ แต่พอเรียกนมถั่วเหลืองดูเป็นเครื่องดื่มมีค่ามากขึ้น ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ เป็นอาหารประจำชาติได้อย่างหนึ่ง


น้ำเต้าหู้ใส่กล่องขายมีชื่อใหม่ว่านมถั่วเหลือง เมื่อใส่กล่องแล้วต้องเพิ่มราคาขึ้นไปอีก จะดื่มน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลือง หรือนมถั่วเหลืองเสริมนมวัว ผู้ดื่มคงได้รับประโยชน์เท่ากัน

นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ให้โปรตีนเกือบเท่านม มีไขมันที่ดีกว่า คือให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่านม ช่วยลดโคเลสเตอรอล สำหรับข้อเสีย คือน้ำเต้าหู้ให้แคลเซียมน้อยมาก คนไม่ดื่มนมจะต้องกินอาหารอื่นที่ให้แคลเซียม คือผักสีเขียวและปลาตัวเล็ก


เครื่องดื่มที่มีความข้นไม่ว่าจะเป็นนม นมถั่วเหลือง หรือน้ำผลไม้ปั่น เป็นอาหารที่อาจมีการเติมน้ำได้โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ทำจากถั่วเหลืองโม่หรือปั่นละเอียด พร้อมกับเติมน้ำ ถ้าเติมน้ำน้อยนมจะข้นมีสารอาหารมาก ถ้าเติมน้ำมากนมจะใสมีสารอาหารน้อย


นมถั่วเหลืองที่บรรจุกล่องจะมีฉลากบอกข้อมูลทางโภชนาการที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความรู้ไปด้วย สิ่งเป็นสำหรับสุขภาพในปัจจุบัน คือปริมาณไขมันและไขมันอิ่มตัว โคเลสเตอรอล โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย น้ำตาลและโซเดียม


สำหรับสุขภาพดีเราควรได้รับไขมันน้อย และในบรรดาไขมันทั้งหมดจะต้องมีไขมันอิ่มตัวน้อย โปรตีนและเส้นใยเป็นสิ่งที่ควรได้รับมาก คาร์โบไฮเดรตอาจจะมีมากหรือน้อย แต่น้ำตาลควรจะน้อย เมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด และควรได้รับโซเดียมน้อย

นมถั่วเหลืองเป็นอาหารที่เข้ายุคสมัย เพราะไขมันในนมถั่วเหลืองเป็นไขมันที่ช่วยลดโคเลสเตอรอล ทำให้ลดโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจ


โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ คนโบราณกินถั่วงอกหัวโต เต้าหู้ เต้าเจี้ยว และนมถั่วเหลือง ถึงจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์ก็แข็งแรงดี นมถั่วเหลืองจะดีกว่านมวัวตรงที่มีเส้นใยอาหารด้วย เส้นใยอาหารช่วยการขับถ่าย และป้องกันโรคมะเร็งทางเดินอาหาร

ข้อเสียของนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ส่วนมากเป็นน้ำตาลที่เติมจนหวานจัด

ถ้ามีเครื่องบดอาหาร ทำนมถั่วเหลืองกินเอง จะลดน้ำตาลและทำให้ข้นได้ตามความต้องการ เพียงแช่ถั่วเหลืองค้างคืนไว้ ใช้ถั่วแช่น้ำแล้ว 500 กรัม ปั่นในเครื่องปั่นพร้อมกับค่อย ๆ เติมน้ำจนครบ 2 ถ้วย ผสมกับน้ำอีก 10 ถ้วย กรอง แล้วต้มไฟอ่อนไม่ถึงกับเดือด ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ถ้าไม่อยากอ้วนไม่ต้องใส่น้ำตาลหรือใส่น้อย ๆ จะได้นมถั่วเหลืองสดสะอาด

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.thairunning.com

รู้จัก “ นม ” ดีแล้วหรือยัง

นมให้ผลดีหรือร้าย
นานมาแล้วที่มนุษย์เราสรรหาสารพัดวิธีในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บนอกเหนือจากการรับประทานยา เช่น เน้นเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ความร้อน ฯลฯ หรือเชื่อว่าการให้ยาในปริมาณน้อยเกินไปเพื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่และการดื่มนมนั้นเป็นยาพิษที่กระตุ้นให้อาการทรุดหนักกว่าเดิม แต่การแพทย์ออธอร์ดอกในยุคกลางกลับใช้วิธีดังกล่าวรักษาโรคร้ายให้หายเป็นปลิดทิ้งและมีกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์แห่งมงต์เปลิเยร์ ( Montpellier) ทำสงคราต่อต้าน “เครื่องดื่ม” ที่คนนิยมบริโภคกันมากที่สุดในโลกรองลงมาจากน้ำเปล่า ซึ่งหนึ่งในกลุ่มนี้คือ เมอซิเยอร์ อองรี ชัวเยอซ์ ( Henri Joyeux ) อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาและศัลยกรรมระบบย่อยอาหาร ดอกเตอร์ฌอง ซิญาเล่ต์ (Jean Seignalet) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเทคนิควิธีการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งระบุว่าฮอร์โมนและส่วนประกอบในนมวัวทำให้ลูกวัวอ้วนขึ้นกว่า 100 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดกับคนทุกคนที่นิยมดื่มนม นอกจากนี้ตั้งแต่ปีค.ศ.1950 เป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศษสูงขึ้น 10 ซม. และมีน้ำหนักมากขึ้น 10 กก. ซึ่งเป็นผลมาจากการมีกระดูกที่แข็งแรงและปริมาณไขมันที่มากขึ้น แต่น่าเสียดายที่พัฒนาการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสมองเลย

หลายคนสงสัยว่าแคลเซียมช่วยป้องกันกระดูกแข้งขาหักได้จริงหรือ ดอกเตอร์ ซีญาเล่ต์ ยืนยันว่า “ แคลเซียมในนมดูดซึมได้ไม่ดีในลำไส้ แต่จะดูดซึมแคลเซียมจากผักได้ดีกว่า ดังนั้นเพียงแค่แคลเซียมที่ได้จากผักสดหรือแห้ง อาหารดิบ ผลไม้ต่าง ๆ และน้ำแร่ก็เพียงพอต่อร่างกายแล้ว ” ส่วนศาสตราจารย์ชัวเยอซ์ไม่เชื่อในประสิทธิภาพของอาหารจำพวกนมมากนักว่าจะสามารถป้องกันกระดูกเสื่อมได้ โดยกล่าวว่า “ลองสังเกตุดูสิว่า ชาวสแกนดิเนเวียนักบริโภคอาหารจากนมขนานแท้กับชาวญี่ปุ่นที่ไม่นิยมนมเนยต่างไม่ต้องเจอปัญหาโรคกระดูกเหมือนกัน” อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขามั่นใจว่าการบริโภคนมดีกว่าการรับประทานผลไม้ 4 ผล หรือโยเกิร์ต 4 ถ้วยต่อวัน หรือควรเลือกบริโภคเนยจากนมแพะหรือแกะซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ใกล้เคียงกับของคนมากกว่า แต่ต้องยอมเลิกรับประทานผลิตภัณฑ์นมเนยทุกชนิดทันทีที่ล้มป่วย และทางด้านดอกเตอร์ซิญาเล่ต์ กล่าวเสริมอีกว่า เขาเองก็เลิกบริโภคนมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นนำนมแท้ ๆ หรือนมแปรรูป
นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นของศาสตราจารย์เจรารด์ เดอบรี (Gerard Debry) แพทย์อีกคนหนึ่งจากเมืองนองซี่ (Nancy) ซึ่งเป็นที่ฮือฮากันมา ณ ช่วงเวลานั้นและเจ้าของผลงานเขียนเรื่อง “ นม สารอาหารและสุขภาพ ” (Lait, Nutrition et Sante) ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์สุขภาพอีกเล่มหนึ่งก็ว่าได้ “นมไม่ได้เป็นแค่แหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงวัยรุ้นหรือสูงอายุ แต่เป็นทั้งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารอื่น ๆ มีโปรตีนสูง มีไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 3.6 % โดยเฉพาะวิตามินเอ บี 2 และบี 12” รวมทั้งอีกหนึ่งความคิดเห็นของดอกเตอร์ฌอง-มิเชล เลอแซรฟ์ (Jean-Michel Lecerf) จากสถาบันปาสเตอร์ (Institut Pasteur) แห่งเมืองลีล (Lille) ผู้จัดทำหลักสูตรศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการย่อยอาหาร “ไม่มีใครสามารถระบุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอาหารไหนดีหรือไม่ดี และเราต่างก็ผิดมาโดยตลอดที่เปรียบเทียบชาวฝรั่งเศษกับชาวญี่ปุ่นซึ่งมีระบบการดูดซึมอาหารไม่เหมือนกัน อาหารการกินและสุขภาพอนามัยก็ต่างกัน แต่ผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและพฤติกรรมการกินอยู่ของคนเรามาหลายศตวรรษแล้วจนยากจะปฏิเสธ อีกทั้งประโยชน์จากแคลเซียมที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็น่าแปลกที่การบริโภคนมมากเกินไปกลับเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้พอ ๆ กับคนที่เลิกดื่มนมและมีการยืนยันว่า นมวัว (รวมทั้งนมแม่) ก็ไม่ได้เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด ลองนึกถึงเด็กวัยก่อน 5-6 เดือนดูสิ มักป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง พัฒนาเป็นโรคเบาหวานในผู้ใหญ่จนกระทั่งโรคอ้วนและเป็นที่ทราบกันว่าแคลเซียมไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่เสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรงแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารร่างกาย วิตามินดี (จากแสงแดด) ผัก และผลไม้” จึงขอแนะนำว่าควรบริโภคผลิตภัณฑ์นมอย่างมากแค่ 3 ชนิดต่อวัน แต่ถ้าร่างกายยังขาดแคลเซียมอยู่ให้หันมารับประทานพวกปลาตัวเล็ก ที่รับประทานได้ทั้งตัวปรือแคลเซียมในรูปเสริมอาหารด้วย

น้ำตาลในนมระคายท้อง
“ น้ำตาลนม ” เป็นคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลตามธรรมชาติที่พบในนมทุกชนิด หนึ่งในจำนวนนั้นประกอบด้วยน้ำตาลแล็กโทส (Lactose) ซึ่งนมจะมีน้ำตาลชนิดนี้มากกว่าน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น โดยมีประมาณร้อยละ 6-7 ในน้ำนมแม่ และร้อยละ 5 ในน้ำนมวัว ความพิเศษของน้ำตาลแล็กโทสอยู่ที่ประกอบด้วยน้ำตาลชั้นเดียวสองโมเลกุลรวมกันคือ น้ำตาลกลูโคส และกาแล็กโทส น้ำตาลแล็กโทสจะมีความหวานมันน้อยกว่าน้ำตาลทราย เทียบได้ประมาณหนึ่งในหกของน้ำตาลทราย ร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กแรกเกิดจะมีน้ำย่อยที่เรียกว่าแล็กเทส (Lactase) อยู่ภายในลำไส้ ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทสเพื่อให้ร่างกายดึงน้ำตาลในนมไปใช้ได้ และโดยปกติระดับของน้ำย่อยแล็กเทสจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ใหญ่โดยเฉพาะชาวเอเซียที่ไม่มีนิสัยรักการดื่มนมเป็นประจำร่างกายก็จะเลิกสร้างหรือมีการสร้างน้ำตาลแล็กเทสลดลง ทำให้ผู้ใหญ่มักมีอาการผิดปกติเมื่อดื่มนมเข้าไป เช่น อาการแน่นท้อง ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย หรือรุนแรงถึงขึ้นท้องร่วง เป็นต้น อาการเหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายย่อยน้ำตาลแล็กโทสที่ไม่ผ่านกระบวนการย่อยถูกส่งไปยังลำไส้ ซึ่งแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะเป็นตัวย่อยสลายน้ำตาลแล็กโทสจนเกิดเป็นกรดและก๊าซขึ้นจนทำให้มีอาการผิดปกติ ดังนั้นเราจึงควรรู้วิธีการดื่มนมเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายท้องดังนี้
1.
เริ่มต้นดื่มนมในปริมาณน้อย เช่น เริ่มจากดื่ม ¼ แก้ว แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น ½ แก้ว จนสามารถดื่มได้วันละ 1 แก้ว ซึ่งจะใช้เวลาปรับตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ต้องอดทนหากมีอาการไม่มากนัก
2. อย่าดื่มนมขณะท้องว่าง ควรดื่มนมหลังอาหารหรือหาอะไรรับประทานขณะดื่มนมจะช่วยได้มาก
3. ถ้าใช้ทั้ง 2 วิธีดังกล่าวแล้วอาการยังคงรุนแรงอยู่ ควรเลือกรับประทานโยเกิร์ตชนิดครีมแทน
4. ถ้าไม่ได้ผลทั้ง 3 วิธี คงต้องหาแหล่งแคลเซียมอื่น ๆ ทดแทน อาทิ ผักใบเชียว เต้าหู้แข็ง หรือปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งตัว

นมถั่วเหลืองไม่เหมาะกับเด็กเล็ก
เนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มจำนวนของโรคแพ้อาหารมีมากขึ้น จึงทำให้ผู้คนตกอยู่ในภาวะหวาดกลัว (อาหาร)ก้าวเข้าสู่ยุคอาหารชีวจิตเพื่อสุขภาพและนิยมเลี้ยงเด็กแรกเกิดด้วยนมถั่วเหลืองมากขึ้นเรื่อยๆ ยกเว้นในสหรัฐฯ ซึ่ง 15% ของจำนวนเด็กแรกเกิดไม่ดื่มนมถั่วเหลือง เพราะถึงแม้ว่าจะปลอดภัยจากอาการแพ้ แต่นมถั่วเหลืองมีปริมาณธาตุแคลเซียมและสารอาหารที่จะไปเลี้ยงฮอร์โมนเพศหญิง ไฟโต-เอสโตรเจน (Phyto-Estrogen) ต่ำกว่านมวัว นอกจากนี้การที่เด็กแรกเกิดสามารถดื่มนมได้ปริมาณมากและเร็วกว่าผู้ใหญ่ชาวเอเซียหรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถึง 10 เท่านั้น จึงมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการศึกษาวิจัยขององค์การวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ คาดว่าการบริโภคนมถั่วเหลืองจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องและความแข็งแรงของกระดูก

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.formumandme.com

เรื่องน่ารู้ของนมนมนม

นมเป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยแร่ธาตุอาหารครบทุกหมู่ คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลนมหรือแล็กโทส (lactose) และโปรตีนที่เรียกว่า เคซีน (casein) จะพบในธรรมชาติคือในนมหรือน้ำนมเท่านั้น นมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาร่างกายและสมองของเด็กและเยาวชน นมมีส่วนประกอบดังนี้

1.น้ำ เป็นสื่อกลางให้สารอาหารหลายชนิดละลาย ทำให้สะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะเด็กอ่อนหรือทารกที่ยังไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร
2.ไขมัน ตามปกติเรียกไขมันจากน้ำนมว่า มันเนย เป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางโภชนาการและเศรษฐกิจ ให้พลังงาน ตลอดจนสารอาหารและวิตามินเอ ดี อี และเค นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายน้ำนมดิบ เพราะสามารถนำไปใช้อุตสาหกรรมนมได้ นมให้ไขมันเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับขนมปัง นมถั่วเหลือง หรือเนื้อ การดื่มนมจึงไม่ทำให้อ้วน
3.โปรตีน ในน้ำนมเกือบทั้งหมดประกอบด้วยสารอาหารโปรตีน ที่เรียกว่า เคซีน โกลบุลิน (globulin) อัลบูมิน (albumin) ในปริมาณค่อนข้างสูง และมีกรดอะมิโน (amio acid) อยู่ 19 ชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อเยื่อ เลือด และกระดูก นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ อีกด้วย
4.สารประกอบที่มีไนโตรเจน ตามปกตินมจะมีแร่ธาตุไนโตรเจนอยู่ประมาณร้อยละ 0.5
5.แล็กโทส เมื่อถูกย่อยแล้วจะกลายเป็นกลูโคส (glucose) และกาแล็กโทส (galactose) น้ำตาลกาแล็กโทสนี้เป็นส่วนประกอบของซีรีโบรไซด์ (cerebroside) ซึ่งพบมากในเยื่อหุ้มสมองและเยื้อหุ้มประสาท ดังนั้นทารกและเด็กจึงมีความต้องการแล็กโทสเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของสมอง
6.วิตามิน ในนมมีวิตามินเอ บี 1 (ไทอามีน-thaiamine) บี 2 บีรวม บี 6 บี 12 ซี ดี และดี 3 ซึ่งช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด อัมพาต โรคผิวหนัง โรคลำไส้ โรคฟันผุ เป็นต้น
7.แร่ธาตุในน้ำนม มีลักษณะเป็นเถ้า ประกอบด้วยโพแทสเซียม แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส คลอไรด์ ซิเทรต เหล็ก ทองแดง และไอโอดีน

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://dek-d.com