Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นม แสดงบทความทั้งหมด

การเลือกซื้อ และเก็บรักษานมกล่องยูเอชที

เคยได้ยินกันมามากแล้วกับการเลือกซื้ออาหารกระป๋องต้องดูอย่างไร และอาหารอย่างอื่นอย่างนมกล่องยูเอชทีจะมียุทธวิธีในการเลือกซื้อนมกล่องยูเอชทีอย่างไร โดยเฉพาะคุณแม่หลายท่านคงต้องอยากรู้เป็นแน่แท้ทั้งวิธีในการเลือกซื้อ และวิธีเก็บรักษานมกล่องยูเอชที อย่าช้าเลยบทความนี้จะทำให้รับรู้อย่างถ่องแท้เลยทีเดียว

- กล่องนมอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่บวม ไม่มีรอยหัก พับ ยุบ โดยเฉพาะบริเวณมุมกล่อง
- บริเวณจุดที่ใช้หลอดเจาะ ต้องไม่มีรูรั่ว หรือรอยฉีกขาด
- สังเกตวันหมดอายุด้านบนของกล่องนม
- ไม่มีรอยกรีดบนกล่องนม เพราะบางครั้งที่ใช้คัตเตอร์กรีดพลาสติกที่ใช้ห่อกล่องนม และเผลอกรีดลึกลงไปถูกกล่องนม แต่ก็มีผลทำให้อากาศพร้อมจุลินทรีย์เข้าไปในกล่องได้ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้นมบูด
- ควรเก็บนมไว้ที่ที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น ไม่โดนแดด ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป
- ไม่ควรวางกล่อมนมซ้อนกันหลายๆ ชั้น เพราะจะทำให้กล่องหักและยุบได้
- พลาสติกที่ห่อกล่องนมไว้ นอกจากจะช่วยป้องกันมด และแมลงแล้ว ยังช่วยให้กล่องนมอยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ ไม่ยุบหรือหักงอได้ง่าย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องแกะออกถ้ายังไม่ได้ให้ลูกดื่มในขณะนั้น
- เก็บนมไว้ในบริเวณที่ห่างไกลจากมด และแมลงต่าง ๆ และหมั่นตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ
- การตั้งนมทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ว่าจะเก็บไว้ในตู้เย็น หรือนอกตู้เย็นก็ตาม สารอาหารที่อยู่ในนมอาจนอนก้น ควรเขย่ากล่องก่อนให้ลูกดื่ม

อย่าลืมใคเล็ดลับการเลือกซื้อ และเก็บรักษานมกล่องยูเอชทีไปใช้กันนะ



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://share.psu.ac.th

คำแนะนำการเก็บรักษานมพาสเจอร์ไรส์ (นมเกษตร)

จำได้ว่าเคยกล่าวถึงการเก็บรักษานมกล่องไปแล้ว และคราวนี้ถึงทีการเก็บรักษานมพาสเจอร์ไรส์ หรือ สมัยเด็กอาจเคยเรียกนมเกษตร อย่างนมถุงและนมขวด จะมีวิธีเก็บรักษาอย่างไร จะเหมือนนมกล่องหรือไม่ ลองอ่านบทความนี้กัน

1. ก่อนที่จะซื้อนมบริโภคควรที่จะดูอายุการเก็บนมเสียก่อน โดยดูที่ข้างถุงหรือฝาขวด ตรงวันระบุอายุของน้ำนม ( นมพาสเจอร์ไรส์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถเก็บในตู้เย็นได้นานถึง 10 วัน นับจากวันที่ทำการผลิต )

2. นมที่ออกจากโรงงาน ควรมีภาชนะที่รักษาความเย็นได้ดี ถ้าจะให้ดีจะต้องมีน้ำแข็งใส่ไว้ด้วย

3. เมื่อถึงบ้านแล้วควรจะนำนมเข้าแช่ในตู้เย็นทันที แนะนำให้เก็บใว้ถาดใต้ช่องแช่แข็ง ไม่ควรแช่ช่องทำความเย็นจัด โดยควรเก็บในลักษณะเรียงถุงนมเพื่อให้ได้รับความเย็นได้ทั่วถึง

4. ตู้เย็นที่ใช้ควรตรวจสอบอุณหภูมิความเย็น ที่ใช้ได้ควรไม่เกิน 6 องศาเซลเซียส และไม่เปิดปิดบ่อยๆ

5. ถ้าหากนำออกมาบริโภคแล้วควรทานให้หมด หรือถ้าไม่หมดควรรีบเก็บเข้าตู้เย็นทันที

6. ก่อนบริโภคควรสังเกตภาชนะที่บรรจุนม ไม่บริโภคนมที่มีลักษณะถุง หรือขวดที่ผิดปกติ หรือมีการแยกชั้นของน้ำนมอย่างผิดปกติขอ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://th.88db.com

“ดื่มนมกันเถอะ” ช่วยให้ผอมได้


นมเป็นแหล่งอาหารที่ให้แร่ธาตุแคลเซียมที่สำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็กโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นกระดูกและฟันการดื่มนมร่วมไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยสร้าง และสะสมความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนมนระยะยาว การดื่มนมร่วมไปกับการออกกำลังกายช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตแนวความยาว ส่งผลต่อความสูงของเด็ก

เด็กวัยเรียนและวัยรุ่น ควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 1-2 แก้ว

แต่นมชนิดใดกันที่ดื่มและมีประโยชน์สูงสุด ก็ต้องตอบว่านมสดแท้ 100% เพราะเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

นมสดแท้ 100% คือ นมสดแท้พร้อมดื่มที่ไม่มีการเติมสี เติมน้ำตาลหรือเติมสารให้รสชาติอื่นใด มี 2 ชนิดคือ นมสดจากนมแม่และนมวัวสดแท้รสธรรมชาติ หรือนมสดรสจืด นมสดแท้ 100% 1 แก้ว(200 มล.) มีสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่

*โปรตีนประมาณร้อยละ 17-22 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในวัน 1 วัน

*ไขมัน ร้อยละ 12 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

ไขมันในนม มีส่วนประกอบหลายอย่าง สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่อหัวใจได้ สำหรับนมพร่องมันเนยจะมีไขมันน้อยกว่า 1 ใน 3 ของนมพร้อมดื่มปกติ จึงเหมาะกับผู้สูงอายุและผู้มีมีปัญหาไขมันในเลือดสูง

*น้ำตาลธรรมชาติที่มีอยู่ในนมสดแท้ 100% คือ น้ำตาลแลคโตส ช่วยดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและเมื่อถูกย่อยจะเปลี่ยนน้ำตาลกลูวัสและกาแลคโตส ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเยื่อหุ้มสมองและเยื่อหุ้มประสาท

-น้ำนมแม่มีน้ำตาลแลคโตสอยู่ร้อยละ 7

-นมวัวสดแท้มีน้ำตาลแลคโตสอยู่ร้อยละ 5

*วิตามินเอประมาณร้อยละ 10 ของปริมาณที่ร่างควรได้รับในวัน 1 วัน ช่วยการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ การมองเห็น และ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วย

*วิตามินบี 2 ประมาณ 1 ใน 4 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วัน ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก และกระตุ้นให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ

*แคลเซียมและฟอสฟอรัส ประมาณร้อยละ 30 ของปริมาณที่ร่างควรได้รับใน 1 วัน


เชื่อหรือไม่ ผอมได้!....ด้วยนมสดแท้ 100%
นอกจากแคลเซียมจะช่วยสร้างกระดูกและฟันแล้ว ยังช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกายโดยมีบทบาทต่อการลดน้ำหนักอีกด้วยเมื่อดื่มนมควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

-การศึกษาติดตามเด็กจำนวน 99 คน เป็นเวลา 12 ปี พบว่า ผู้ที่บริโภคนมน้อยจะมีค่าดัชนีมวลภายเพิ่มมากขึ้น และการศึกษาติดตามเด็ก 52 คนตั้งแต่อายุ 2 เดือนถึงอายุ 8 ปี พบว่า เด็กที่ได้รับอาหารที่เค้กแคลเซียมสูง เช่น นมสดแม้ จะมีไขมันสะสมในร่างกายน้อย

-จากการศึกษาที่ Quebec (Quebec Family Study) พบว่า หลังจากที่มีการเพิ่มการบริโภคนมไขมันต่ำหรือนมปราศจากไขมันร่วมกับการบริโภคผลไม้เป็นเวลา 6 ปี กลุ่มอาสาสมัครไม่มีการเพิ่มของน้ำหนักและการสะสมของไขมันเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคอาหารแบบนี้

การศึกษาโดยความร่วมมือของศูนย์การแพทย์ 6 แห่งในอเมริกา(Heritage Family Study)ในผู้ชาย 362 คนและหญิง 462 คนพบว่า ผู้ที่บริโภคแคลเซียมต่ำจะมีปริมาณไขมันในร่างกายสูงโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องของผู้ชายและผู้หญิงผิวขาว

ข้อมูลเหล่านี้ ยืนยันได้ว่า การบริโภคนมสดแท้เป็นประจำ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลดน้ำหนัก


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.thaihealth.or.th

การดื่มนมกับเรื่องสิว

การดื่มนมทำให้เป็นสิว
จั่วหัวมาหลายคนที่ได้อ่านคงรู้สึกอึ้งๆ ว่าเป็นได้จริงหรือ โดยเฉพาะบรรดาวัยรุ่นที่เป็นคอนมด้วยแล้ว คงต้องติดตามบทความนี้อย่างรวดเร็ว งั้นตามมาดูกันเลย


แพทย์ผิวหนังหลายคนเชื่อว่านมและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จากนมนั้นอาจสามารถเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้
นิตยสารของ American Academy of Dermatology รายงานว่านมพร่องมันเนย กับสิวนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกัน ได้มีการทดลองกับผู้หญิงจำนวน 47,335 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของนมกับสิว ผู้หญิงที่ได้เข้ารับการทดลองนั้นจะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับนมที่เธอเหล่านั้นดื่ม และคำถามที่ว่าเธอเหล่านั้นมีอาการของสิวรุนแรงในวัยรุ่นหรือไม่
ผลที่ได้จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า 44% ของหญิงที่ดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 2 แก้วขึ้นไปจะมีความเป็นไปได้ในการเกิดสิวอักเสบและสิวหนองได้สูงกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ดื่มนม ผู้หญิงที่ดื่มนมพร่องมันเนยมากกว่า 2 แก้วต่อวันจะมีความเป็นไปได้ในการเกิดสิว มากกว่าผู้ที่ดื่มนมปราศจากไขมันวันละ 1 แก้ว 22%


จากข้อมูลดังกล่าว ทีมวิจัยจึงสร้างความสัมพันธ์ในแง่บวกระหว่างนมกับสิวได้ นิตยสารของ American Academy of Dermatology รายงานว่าปัจจัยหลักของการเกิดสิวจากนมคือฮอร์โมนและโมเลกุลชีวภาพ ซึ่งเป็นโมเลกุลเคมีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในสิ่งมีชีวิต
ผลิตภัณฑ์จากนมชนิดอื่น ๆ ที่ได้รับการทดสอบระหว่างการวิจัยนี้แตกต่างจากผลิตภัณฑ์จากนมเช่น ชีส ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับสิวมากเท่ากับนมพร่องมันเนย ส่วนนมปกติและนมไขมันต่ำไม่มีรายงานแสดงผลที่ได้
ธาตุไอโอดีนในนมอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่าในนมมีส่วนของธาตุไอโอดีนอยู่ เพราะเจ้าของฟาร์มจะให้อาหารที่เสริมคุณค่าไอโอดีนให้กับวัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อ จึงเป็นสาเหตุที่มีปริมาณของธาตุไอโอดีนอยู่ในผลิตภัณฑ์นมธาตุไอโอดีนนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว แต่ฮอร์โมนและโมเลกุลชีวภาพก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ยังคงต้องการงานวิจัยเพิ่มเติม


จึงจะสามารถสรุปได้ว่า ควรงดการดื่มนมพร่องมันเนยเพื่อป้องกันการเกิดสิว ส่วนผลิตภัณฑ์จากนมชนิดอื่น ๆ ก็ควรรับประทานแต่พอประมาณเพื่อป้องกันการเกิดสิว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
www.sanook.com

ดื่มนมอย่างไรไม่ให้ท้องเสีย


หลายคนอาจประสบปัญหาดื่มนมแล้วท้องเสีย ทั้งๆที่อยากดื่มนมเนื่องจากนมมีประโยชน์หลายอย่างกับร่างกาย ดังนั้นถ้ารู้วิธีที่ดื่มนมแล้วท้องไม่เสียก็คงจะดี

ผู้ที่เกิดอาการท้องเดินหรือแน่นท้องจากการดื่มนมในขณะท้องว่าง ควรดื่มหลังมื้ออาหาร หรือรับประทานอาหารว่างไปกับการดื่มนมเพราะแก๊สที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันจำนวนมากจนเกิดอาการไม่สบายในท้องอีก ถ้าหากยังมีปัญหาอยู่อาจจะรับประทานเป็นโยเกิร์ตแทน เพราะในขั้นตอนการผลิตได้ใส่เชื้อจุลินทรีย์ลงไปย่อยน้ำตาลนมไปเรียบร้อยแล้ว แต่ท่านก็ต้องจ่ายแพงขึ้น หากค่อย ๆ ปรับตัวดื่มนมสดได้ย่อมเป็นการดีที่สุด


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://board.palungjit.com

ประโยชน์ของนม

ประโยชน์ของนม

นมเป็นแหล่งสำคัญของแคลเซียมและโปรตีน ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและแข็งแรง นมมีความสำคัญกับเด็กมากโดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่นและช่วงวัยรุ่น เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตเร็วมาก


แคลเซียมช่วยให้เด็กมีความหนาแน่นของมวลกระดูกมากขึ้น พอเข้าสู่วัยรุ่น จะช่วยให้กระดูกยาวขึ้น ถ้าในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว ร่างกายเรามีการสะสมไว้เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะแล้วยังช่วยในเรื่องของฟันอีกด้วย แต่ถ้าใครมีไม่เพียงพอ จะทำให้เสี่ยงต่อโรคกระดูกเปราะได้ง่าย

ความจริง ประโยชน์ของแคลเซียมในน้ำนมไม่ได้มีแค่นั้น ยังทำหน้าที่ยืดหดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ระบบประสาทไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น ช่วยให้เลือดแข็งตัว

งานวิจัยระยะหลังออกมามากว่า แคลเซียมช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศทั้งสหรัฐและยุโรป ศึกษาวิจัยกันมาก โดยใช้นมพร่องมันเนยให้กับเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในโปรแกรมลดน้ำหนัก โดยพบว่ากลุ่มเด็กที่ดื่มนมพร่องมันเนยสามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่มนม ทำให้เข้าใจว่าแคลเซียมมีผลต่อการใช้ไขมัน ซึ่งอยู่ในขั้นศึกษาอยู่ แต่พอสรุปได้ว่านมยังช่วยในเรื่องลดน้ำหนักอีกด้วย

ทั้งนี้ มีข้อมูลระบุว่า เด็กไทยตัวเตี้ยกว่ามาตรฐานสากลค่อนข้างเยอะ ถ้าอยากให้เด็กไทยเติบโตเต็มศักยภาพ พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ลูกหลานดื่มนมอย่างเพียงพอ เพราะนมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับเด็ก โดยเฉพาะนมจืด เพราะไม่เป็นปัญหาในเรื่องอ้วนและฟันผุ

บางคนไม่ชอบดื่มนม เพราะดื่มแล้วไม่สบายท้อง ท้องเสีย จริงๆ แล้วคนอายุ 6 ขวบ ขึ้นไป น้ำย่อยที่จะย่อยน้ำตาลแลกโตสในนม ซึ่งอยู่ในทางเดินอาหารแทบจะไม่มีแล้ว น้ำตาลจะถูกแบคทีเรียใช้ สร้างเป็นกรดขึ้นมา เกิดเป็นแก๊ส ทำให้ท้องเสีย ซึ่งเป็นปัญหาของคนที่ไม่ได้ดื่มนมต่อเนื่อง แต่คนที่ดื่มนมต่อเนื่องจะมีการปรับตัว ทำให้ไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการ ดังนั้น คนที่ดื่มนมแล้วมีอาการ จะมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนสูง จึงควรปรับมาดื่มนมหลังอาหารหรือดื่มปริมาณน้อยแต่ดื่มหลายๆ ครั้ง ให้ได้วันละ 1 แก้ว เพื่อไปชะลอไม่ให้กระดูกพรุนเร็วขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.thaihealth.or.th

นมถั่วเหลือง


น้ำเต้าหู้ หรือ นมถั่วเหลือง

สำหรับคนที่ไม่ดื่มนม มักจะได้รับคำแนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง คงไม่มีใครไม่รู้จักน้ำเต้าหู้ แต่พอเรียกนมถั่วเหลืองดูเป็นเครื่องดื่มมีค่ามากขึ้น ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ เป็นอาหารประจำชาติได้อย่างหนึ่ง


น้ำเต้าหู้ใส่กล่องขายมีชื่อใหม่ว่านมถั่วเหลือง เมื่อใส่กล่องแล้วต้องเพิ่มราคาขึ้นไปอีก จะดื่มน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลือง หรือนมถั่วเหลืองเสริมนมวัว ผู้ดื่มคงได้รับประโยชน์เท่ากัน

นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ให้โปรตีนเกือบเท่านม มีไขมันที่ดีกว่า คือให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่านม ช่วยลดโคเลสเตอรอล สำหรับข้อเสีย คือน้ำเต้าหู้ให้แคลเซียมน้อยมาก คนไม่ดื่มนมจะต้องกินอาหารอื่นที่ให้แคลเซียม คือผักสีเขียวและปลาตัวเล็ก


เครื่องดื่มที่มีความข้นไม่ว่าจะเป็นนม นมถั่วเหลือง หรือน้ำผลไม้ปั่น เป็นอาหารที่อาจมีการเติมน้ำได้โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ทำจากถั่วเหลืองโม่หรือปั่นละเอียด พร้อมกับเติมน้ำ ถ้าเติมน้ำน้อยนมจะข้นมีสารอาหารมาก ถ้าเติมน้ำมากนมจะใสมีสารอาหารน้อย


นมถั่วเหลืองที่บรรจุกล่องจะมีฉลากบอกข้อมูลทางโภชนาการที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความรู้ไปด้วย สิ่งเป็นสำหรับสุขภาพในปัจจุบัน คือปริมาณไขมันและไขมันอิ่มตัว โคเลสเตอรอล โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย น้ำตาลและโซเดียม


สำหรับสุขภาพดีเราควรได้รับไขมันน้อย และในบรรดาไขมันทั้งหมดจะต้องมีไขมันอิ่มตัวน้อย โปรตีนและเส้นใยเป็นสิ่งที่ควรได้รับมาก คาร์โบไฮเดรตอาจจะมีมากหรือน้อย แต่น้ำตาลควรจะน้อย เมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด และควรได้รับโซเดียมน้อย

นมถั่วเหลืองเป็นอาหารที่เข้ายุคสมัย เพราะไขมันในนมถั่วเหลืองเป็นไขมันที่ช่วยลดโคเลสเตอรอล ทำให้ลดโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจ


โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ คนโบราณกินถั่วงอกหัวโต เต้าหู้ เต้าเจี้ยว และนมถั่วเหลือง ถึงจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์ก็แข็งแรงดี นมถั่วเหลืองจะดีกว่านมวัวตรงที่มีเส้นใยอาหารด้วย เส้นใยอาหารช่วยการขับถ่าย และป้องกันโรคมะเร็งทางเดินอาหาร

ข้อเสียของนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ส่วนมากเป็นน้ำตาลที่เติมจนหวานจัด

ถ้ามีเครื่องบดอาหาร ทำนมถั่วเหลืองกินเอง จะลดน้ำตาลและทำให้ข้นได้ตามความต้องการ เพียงแช่ถั่วเหลืองค้างคืนไว้ ใช้ถั่วแช่น้ำแล้ว 500 กรัม ปั่นในเครื่องปั่นพร้อมกับค่อย ๆ เติมน้ำจนครบ 2 ถ้วย ผสมกับน้ำอีก 10 ถ้วย กรอง แล้วต้มไฟอ่อนไม่ถึงกับเดือด ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ถ้าไม่อยากอ้วนไม่ต้องใส่น้ำตาลหรือใส่น้อย ๆ จะได้นมถั่วเหลืองสดสะอาด

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.thairunning.com

ประเภทของนม

หากแบ่งนมออกเป็นประเภท ตามกระบวนการผลิต อาจแบ่งได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้

1.นมสด คือ นมธรรมชาติที่รีดมาจากแม่โค นำมาผลิตเป็นนมสดได้ 3 ชนิด คือ -นมสดธรรมดา -นมพร่องมันเนย -นมสดขาดมันเนย

2.นมผง คือ นมสดที่ทำให้น้ำระเหยไปจนเป็นผง มี 3 ชนิดเช่นกัน คือ นมผงธรรมดา หรือนมผงพร้อมมันเนย (Dry whole milk) นมผงพร่องมันเนย และนมผงขาดมันเนย (Skimmed milk)

3.นมข้น คือ นมสดที่ระเหยเอาน้ำบางส่วนออก จึงมีความเข้มข้นมากขึ้น และอาจมีการเติมน้ำตาล หรือไม่ก็ได้ มี 4 ชนิด คือ นมข้นไม่หวาน นมข้นหวาน นมข้นขาดมันเนยไม่หวาน และนมข้นขาดมันเนยชนิดหวานการทำให้นมข้นมีรสหวาน โดยการเติมน้ำตาล มักใช้ความเข้มข้นประมาณร้อยละ 45-50 เป็นความเข้มข้นที่ ช่วยเก็บรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน ไว้ได้นาน เพราะน้ำตาลช่วยเพิ่มความดันออสโมติก ทำให้จุลินทรีย์ไม่สามารถเจริญเติบโต จะเห็นได้ว่า นมข้นหวานเป็นนมที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก และยิ่งถ้าเป็นนมข้นขาดมันเนยชนิดหวาน จะมีคุณค่าทางอาหารต่ำ มีน้ำตาลสูง จึงมีคุณค่าต่อเด็กน้อย และมีผลทำให้เกิดฟันผุได้ค่อนข้างมาก

4.นมคืนรูป คือ ผลิตภัณฑ์นมที่ได้จากการนำเอาส่วนประกอบ ของนมสด ซึ่งได้แยกออกแล้ว มาผสมกันขึ้นใหม่ มีลักษณะเช่นเดียวกับ นมสด หรือนมข้น มี 5 ชนิด คือ นมคืนรูปธรรมดา นมข้นคืนรูปไม่หวาน นมข้นคืนรูปหวาน นมข้นขาดมันเนยคืนรูปไม่หวาน นมแปลงไขมัน

5.นมปรุงแต่ง (Falvoured milk) คือ นมหรือนมผงที่ปรุงแต่งด้วยสี กลิ่น หรือรส ไม่ว่าจะมีการเติมวัตถุที่มีคุณค่า ทางอาหารอื่นใด หรือไม่ สิ่งที่นำมาปรุงแต่ง ต้องไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ นมปรุงแต่ง มี 2 ชนิด คือ ชนิดเหลว และชนิดแห้ง นมปรุงแต่งที่นิยมมีหลายชนิด เช่น -นมปรุงแต่งรสหวาน -นมปรุงแต่งชอกโกแลต ประกอบด้วยน้ำนมประมาณร้อยละ 94 น้ำตาลซูโครสร้อยละ 1 และผงโกโก้ร้อยละ 1 ผงโกโก้ทำให้การดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัสลดลง -นมปรุงแต่งกาแฟ ประกอบด้วย น้ำนมประมาณร้อยละ 94 น้ำตาลซูโครสร้อยละ 5 และผงกาแฟร้อยละ1 -นมปรุงแต่งรสสตอเบอรี่ ประกอบด้วย น้ำนมประมาณร้อยละ 95 น้ำตาลซูโครสร้อยละ 5 นมปรุงแต่งทุกชนิดมักเติมน้ำตาลซูโครส เพื่อช่วยเพิ่มรสหวาน แต่ละชนิดมีสักส่วนของน้ำตาลไม่เท่ากัน นมปรุงแต่งรสผลไม้ เช่น รสส้ม รสสตอเบอรี่ มักเติมน้ำตาลในปริมาณมากขึ้น เพื่อปรับรสเปรี้ยวให้กลมกล่อม 6.นมเปรี้ยว (Cultured milk) คือ นม หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ที่หมักด้วยจุลินทรีย์ ที่ไม่ทำให้เกิดพิษ อาจเติมวัตถุอื่น ที่จำเป็นต่อหรรมวิธีการผลิต หรือปรุงแต่ง สี กลิ่น รส ด้วยก็ได้ นมเปรี้ยวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการเปลี่ยนน้ำตาลในนมให้เป็นกรด และมักปรุงแต่งรส โดยเติมน้ำตาลซูโครสประมาณร้อยละ 15 นมเปรี้ยวบางชนิดมีนมขาดมันเนย เพียงร้อยละ 50 ส่วนประกอบที่เหลือเป็นน้ำตาล จึงมีคุณค่าทางอาหารน้อย ไม่เหมาะให้เด็กดื่ม เช่น ยาคูลท์ เป็นเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยจุลิ-นทรีย์ที่เป็นมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://dek-d.com

นมเปรี้ยว


นมเปรี้ยวเกิดจากการหมักจุลินทรีย์ในนมจนเกิดรสเปรี้ยว อาจเติมสารปรุงแต่ง สี กลิ่น รส หรือ สารอย่างอื่นที่จำเป็นต่อกรรมวิธีการผลิต บางคนเข้าใจผิดว่านมเปรี้ยวกับนมบูดเหมือนกัน เพราะเห็นว่ามีรสเปรี้ยวเช่นเดียวกัน นมบูด เกิดจากเชื้อโรคที่กินไม่ได้ไปทำปฏิกิริยากับนม เมื่อกินนมบูดเข้าไป จะมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เพราะอาหารเป็นพิษ จุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวเป็นจุลินทรีย์ที่พบตามปกติในทางเดินอาหาร ไม่สร้างสารพิษ และไม่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ จุลินทรีย์ในกลุ่มแลคโตบาซิลลัส เป็นจุลินทรีย์ในกลุ่มที่เรียกว่า โปรไบโอติคส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิต สามารถก่อประโยชน์ต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่โดยการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกายของผู้บริโภค

ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว
1. รักษาอาการท้องเสีย
ในลำไส้ของมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์นานาชนิด บ้างก็เป็นประโยชน์ บางชนิดก็ให้โทษ สำหรับคนสุขภาพดี แข็งแรง จุลินทรีย์ทั้งหมดในร่างกายจะอยู่ในสภาพสมดุล นี่คือ ระบบนิเวศน์ของลำไส้ แต่วันใดก็ตามที่ระบบนิเวศน์ในร่างกายเสียสมดุล จุลินทรีย์ที่ดีมีจำนวนลดลง จุลินทรีย์ที่ให้โทษขยายจำนวนมากขึ้น จนมีจำนวนมากกว่าจุลินทรีย์ที่ดีก็จะทำให้เกิดอาการท้องเสียขึ้นมาได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ การดื่มนมเปรี้ยวที่เกิดจากกรรมวิธีการหมักจะเป็นนมเปรี้ยวที่มีทั้งกรดแลคติก และเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ในน้ำนมทุกครั้งที่เราทานนมเปรี้ยว เราไม่เพียงแต่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์เท่านั้น แต่เรายังได้รับจุลินทรีย์ที่ยังมีชิวิตจำนวนหนึ่งเข้าสู่ร่างกายด้วย จุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับสภาพของลำไส้ให้กลับมาอยู่ในภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง และทำให้อาการท้องเสียนี้หายไปได้ และยังสามารถรักษาโรคท้องเดิน และแผลในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งจุลินทรีย์ที่มีชิวิตนี้ คือ ตัวการสำคัญที่ทำให้นมเปรี้ยวมีคุณค่าต่อร่างกายต่างจากนมเปรี้ยวเทียมที่เติมกรดให้มีเพียงแต่รสเปรี้ยวเท่านั้น
2. ยกระดับภูมิคุ้มกันโรค
จุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวไม่เพียงป้องกันและรักษาโรคได้ด้วยฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงขึ้นด้วย และยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเชื้อแลคโตบาซิลัสจะช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ นอกจากนี้เชื้อแลคโตบาซิลัสยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ โดยเชื้อแลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง จับกับโลหะหนัก และกรดน้ำดีซึ่งมีพิษ ยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรทได้ (สารไนเตรทเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง) ช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็ง)
3. ควบคุมจุลินทรีย์ในลำไส้และยับยั้งเชื้อโรคของอาหารเป็นพิษ
ในนมเปรี้ยวมีการสะสมของสารเมตาบอไลท์ที่จุลินทรีย์ที่ผลิตกรดแลคติกขับออกมา สารเหล่านี้มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการในลำไส้ได้หลายชนิด เช่น Salmonella และ E. coli ทำให้พวกจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายเราได้ ดังนั้น เราควรจะรับประทานนมเปรี้ยวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีกลุ่มจุลินทรีย์ที่ดีอาศัยอยู่ภายในลำไส้
4. ช่วยให้ย่อยง่าย
จุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว จะสร้างเอ็นไซม์ที่สามารถย่อยอาหารได้มากกว่าปกติ เช่น เอ็นไซม์ย่อยโปรตีน (Protease) จะช่วยให้การย่อยเคซีนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีอยู่มากในนม ช่วยให้มีการหลั่งน้ำลายและเอ็นไซม์ในกระเพาะอาหารและตับอ่อนมากขึ้น ช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น จุลินทรีย์เหล่านี้ยังสร้างเอ็นไซม์ย่อยน้ำตาลแลคโตส (B-galactosidase) ซึ่งสามารถเปลี่ยนน้ำตาลแลคโตส ซึ่งคนเราทั่วๆ ไปจะขาดเอ็นไซม์นี้ หลังจากหย่านม ทำให้บางคนเมื่อทานนมแล้วจะมีอาการท้องเสีย เนื่องจากน้ำตาลแลคโตสไม่ถูกย่อย แต่จุลินทรีย์ที่เติมลงในนมเปรี้ยวนี้จะไปช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตส ทำให้ผู้บริโภคไม่เกิดอาการท้องเสีย นอกจากนี้จุลินทรีย์ที่สร้างกรดแลคติกนี้ยังช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
5. เป็นแหล่งวิตามิน บี 1 และวิตามิน เค
แบคทีเรียในนมเปรี้ยวยังสามารถสังเคราะห์วิตามิน บี 1 (ไรโบฟลาวิน) และวิตามิน เค ในลำไส้ ซึ่งเป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย ป้องกันโรคเหน็บชา และช่วยในการแข็งตัวของเลือด


คำแนะนำในการบริโภคนมเปรี้ยว
การบริโภคนมเปรี้ยวจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่นมเปรี้ยวให้โทษได้เหมือนกัน ถ้าในกระบวนผลิตไม่ได้มาตรฐาน เกิดการปนเปื้อนจากเชื้อโรค และสารต่างๆ นอกจากนั้นการบริโภคให้หมดก่อนวันหมดอายุ หากเปิดภาชนะบรรจุแล้วบริโภคไม่หมดในวันเดียว ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และปิดฝาให้มิดชิด การสังเกตลักษณะเป็นก้อนๆ ที่ก้นขวด หรือภาชนะบรรจุ ถ้าเป็นโยเกิร์ตจะต้องอยู่ในลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว กลิ่นและรส ไม่ผิดไปจากปกติ (ยกเว้นกลิ่นและรสที่ปรุงแต่งลงไป) บางคนทานนมเปรี้ยวเป็นอาหารหลัก เพื่อลดความอ้วน อาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน นอกจากนี้นมเปรี้ยวที่ผลิตจากนมสด และมีการปรุงแต่งด้วยน้ำตาล จะมีแคลอรี่สูงกว่านมสดรสธรรมชาติ คุณค่าทางโภชนาการของนมเปรี้ยว ขึ้นอยู่กับชนิดของนมที่นำมาใช้ และสารปรุงแต่งที่เติมลงไป ถ้าทำมาจากนมสดคุณค่าจะเท่ากับนมสด ถ้าทำมาจากหางนม ที่ได้สกัดไขมันออก จะมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยลงไป ไม่ควรรับประทานนมเปรี้ยวเป็นอาหารหลัก แต่ควรรับประทานเป็นอาหารเสริม เพื่อการมีสุขภาพที่ดีของตัวท่านจึงจะถูกต้องเหมาะสม


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.dss.go.th

รู้จัก “ นม ” ดีแล้วหรือยัง

นมให้ผลดีหรือร้าย
นานมาแล้วที่มนุษย์เราสรรหาสารพัดวิธีในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บนอกเหนือจากการรับประทานยา เช่น เน้นเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ความร้อน ฯลฯ หรือเชื่อว่าการให้ยาในปริมาณน้อยเกินไปเพื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่และการดื่มนมนั้นเป็นยาพิษที่กระตุ้นให้อาการทรุดหนักกว่าเดิม แต่การแพทย์ออธอร์ดอกในยุคกลางกลับใช้วิธีดังกล่าวรักษาโรคร้ายให้หายเป็นปลิดทิ้งและมีกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์แห่งมงต์เปลิเยร์ ( Montpellier) ทำสงคราต่อต้าน “เครื่องดื่ม” ที่คนนิยมบริโภคกันมากที่สุดในโลกรองลงมาจากน้ำเปล่า ซึ่งหนึ่งในกลุ่มนี้คือ เมอซิเยอร์ อองรี ชัวเยอซ์ ( Henri Joyeux ) อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาและศัลยกรรมระบบย่อยอาหาร ดอกเตอร์ฌอง ซิญาเล่ต์ (Jean Seignalet) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเทคนิควิธีการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งระบุว่าฮอร์โมนและส่วนประกอบในนมวัวทำให้ลูกวัวอ้วนขึ้นกว่า 100 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดกับคนทุกคนที่นิยมดื่มนม นอกจากนี้ตั้งแต่ปีค.ศ.1950 เป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศษสูงขึ้น 10 ซม. และมีน้ำหนักมากขึ้น 10 กก. ซึ่งเป็นผลมาจากการมีกระดูกที่แข็งแรงและปริมาณไขมันที่มากขึ้น แต่น่าเสียดายที่พัฒนาการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสมองเลย

หลายคนสงสัยว่าแคลเซียมช่วยป้องกันกระดูกแข้งขาหักได้จริงหรือ ดอกเตอร์ ซีญาเล่ต์ ยืนยันว่า “ แคลเซียมในนมดูดซึมได้ไม่ดีในลำไส้ แต่จะดูดซึมแคลเซียมจากผักได้ดีกว่า ดังนั้นเพียงแค่แคลเซียมที่ได้จากผักสดหรือแห้ง อาหารดิบ ผลไม้ต่าง ๆ และน้ำแร่ก็เพียงพอต่อร่างกายแล้ว ” ส่วนศาสตราจารย์ชัวเยอซ์ไม่เชื่อในประสิทธิภาพของอาหารจำพวกนมมากนักว่าจะสามารถป้องกันกระดูกเสื่อมได้ โดยกล่าวว่า “ลองสังเกตุดูสิว่า ชาวสแกนดิเนเวียนักบริโภคอาหารจากนมขนานแท้กับชาวญี่ปุ่นที่ไม่นิยมนมเนยต่างไม่ต้องเจอปัญหาโรคกระดูกเหมือนกัน” อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขามั่นใจว่าการบริโภคนมดีกว่าการรับประทานผลไม้ 4 ผล หรือโยเกิร์ต 4 ถ้วยต่อวัน หรือควรเลือกบริโภคเนยจากนมแพะหรือแกะซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ใกล้เคียงกับของคนมากกว่า แต่ต้องยอมเลิกรับประทานผลิตภัณฑ์นมเนยทุกชนิดทันทีที่ล้มป่วย และทางด้านดอกเตอร์ซิญาเล่ต์ กล่าวเสริมอีกว่า เขาเองก็เลิกบริโภคนมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นนำนมแท้ ๆ หรือนมแปรรูป
นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นของศาสตราจารย์เจรารด์ เดอบรี (Gerard Debry) แพทย์อีกคนหนึ่งจากเมืองนองซี่ (Nancy) ซึ่งเป็นที่ฮือฮากันมา ณ ช่วงเวลานั้นและเจ้าของผลงานเขียนเรื่อง “ นม สารอาหารและสุขภาพ ” (Lait, Nutrition et Sante) ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์สุขภาพอีกเล่มหนึ่งก็ว่าได้ “นมไม่ได้เป็นแค่แหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงวัยรุ้นหรือสูงอายุ แต่เป็นทั้งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารอื่น ๆ มีโปรตีนสูง มีไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 3.6 % โดยเฉพาะวิตามินเอ บี 2 และบี 12” รวมทั้งอีกหนึ่งความคิดเห็นของดอกเตอร์ฌอง-มิเชล เลอแซรฟ์ (Jean-Michel Lecerf) จากสถาบันปาสเตอร์ (Institut Pasteur) แห่งเมืองลีล (Lille) ผู้จัดทำหลักสูตรศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการย่อยอาหาร “ไม่มีใครสามารถระบุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอาหารไหนดีหรือไม่ดี และเราต่างก็ผิดมาโดยตลอดที่เปรียบเทียบชาวฝรั่งเศษกับชาวญี่ปุ่นซึ่งมีระบบการดูดซึมอาหารไม่เหมือนกัน อาหารการกินและสุขภาพอนามัยก็ต่างกัน แต่ผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและพฤติกรรมการกินอยู่ของคนเรามาหลายศตวรรษแล้วจนยากจะปฏิเสธ อีกทั้งประโยชน์จากแคลเซียมที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็น่าแปลกที่การบริโภคนมมากเกินไปกลับเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้พอ ๆ กับคนที่เลิกดื่มนมและมีการยืนยันว่า นมวัว (รวมทั้งนมแม่) ก็ไม่ได้เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด ลองนึกถึงเด็กวัยก่อน 5-6 เดือนดูสิ มักป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง พัฒนาเป็นโรคเบาหวานในผู้ใหญ่จนกระทั่งโรคอ้วนและเป็นที่ทราบกันว่าแคลเซียมไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่เสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรงแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารร่างกาย วิตามินดี (จากแสงแดด) ผัก และผลไม้” จึงขอแนะนำว่าควรบริโภคผลิตภัณฑ์นมอย่างมากแค่ 3 ชนิดต่อวัน แต่ถ้าร่างกายยังขาดแคลเซียมอยู่ให้หันมารับประทานพวกปลาตัวเล็ก ที่รับประทานได้ทั้งตัวปรือแคลเซียมในรูปเสริมอาหารด้วย

น้ำตาลในนมระคายท้อง
“ น้ำตาลนม ” เป็นคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลตามธรรมชาติที่พบในนมทุกชนิด หนึ่งในจำนวนนั้นประกอบด้วยน้ำตาลแล็กโทส (Lactose) ซึ่งนมจะมีน้ำตาลชนิดนี้มากกว่าน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น โดยมีประมาณร้อยละ 6-7 ในน้ำนมแม่ และร้อยละ 5 ในน้ำนมวัว ความพิเศษของน้ำตาลแล็กโทสอยู่ที่ประกอบด้วยน้ำตาลชั้นเดียวสองโมเลกุลรวมกันคือ น้ำตาลกลูโคส และกาแล็กโทส น้ำตาลแล็กโทสจะมีความหวานมันน้อยกว่าน้ำตาลทราย เทียบได้ประมาณหนึ่งในหกของน้ำตาลทราย ร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กแรกเกิดจะมีน้ำย่อยที่เรียกว่าแล็กเทส (Lactase) อยู่ภายในลำไส้ ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทสเพื่อให้ร่างกายดึงน้ำตาลในนมไปใช้ได้ และโดยปกติระดับของน้ำย่อยแล็กเทสจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ใหญ่โดยเฉพาะชาวเอเซียที่ไม่มีนิสัยรักการดื่มนมเป็นประจำร่างกายก็จะเลิกสร้างหรือมีการสร้างน้ำตาลแล็กเทสลดลง ทำให้ผู้ใหญ่มักมีอาการผิดปกติเมื่อดื่มนมเข้าไป เช่น อาการแน่นท้อง ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย หรือรุนแรงถึงขึ้นท้องร่วง เป็นต้น อาการเหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายย่อยน้ำตาลแล็กโทสที่ไม่ผ่านกระบวนการย่อยถูกส่งไปยังลำไส้ ซึ่งแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะเป็นตัวย่อยสลายน้ำตาลแล็กโทสจนเกิดเป็นกรดและก๊าซขึ้นจนทำให้มีอาการผิดปกติ ดังนั้นเราจึงควรรู้วิธีการดื่มนมเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายท้องดังนี้
1.
เริ่มต้นดื่มนมในปริมาณน้อย เช่น เริ่มจากดื่ม ¼ แก้ว แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น ½ แก้ว จนสามารถดื่มได้วันละ 1 แก้ว ซึ่งจะใช้เวลาปรับตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ต้องอดทนหากมีอาการไม่มากนัก
2. อย่าดื่มนมขณะท้องว่าง ควรดื่มนมหลังอาหารหรือหาอะไรรับประทานขณะดื่มนมจะช่วยได้มาก
3. ถ้าใช้ทั้ง 2 วิธีดังกล่าวแล้วอาการยังคงรุนแรงอยู่ ควรเลือกรับประทานโยเกิร์ตชนิดครีมแทน
4. ถ้าไม่ได้ผลทั้ง 3 วิธี คงต้องหาแหล่งแคลเซียมอื่น ๆ ทดแทน อาทิ ผักใบเชียว เต้าหู้แข็ง หรือปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งตัว

นมถั่วเหลืองไม่เหมาะกับเด็กเล็ก
เนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มจำนวนของโรคแพ้อาหารมีมากขึ้น จึงทำให้ผู้คนตกอยู่ในภาวะหวาดกลัว (อาหาร)ก้าวเข้าสู่ยุคอาหารชีวจิตเพื่อสุขภาพและนิยมเลี้ยงเด็กแรกเกิดด้วยนมถั่วเหลืองมากขึ้นเรื่อยๆ ยกเว้นในสหรัฐฯ ซึ่ง 15% ของจำนวนเด็กแรกเกิดไม่ดื่มนมถั่วเหลือง เพราะถึงแม้ว่าจะปลอดภัยจากอาการแพ้ แต่นมถั่วเหลืองมีปริมาณธาตุแคลเซียมและสารอาหารที่จะไปเลี้ยงฮอร์โมนเพศหญิง ไฟโต-เอสโตรเจน (Phyto-Estrogen) ต่ำกว่านมวัว นอกจากนี้การที่เด็กแรกเกิดสามารถดื่มนมได้ปริมาณมากและเร็วกว่าผู้ใหญ่ชาวเอเซียหรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถึง 10 เท่านั้น จึงมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการศึกษาวิจัยขององค์การวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ คาดว่าการบริโภคนมถั่วเหลืองจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องและความแข็งแรงของกระดูก

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.formumandme.com

เรื่องน่ารู้ของนมนมนม

นมเป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยแร่ธาตุอาหารครบทุกหมู่ คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลนมหรือแล็กโทส (lactose) และโปรตีนที่เรียกว่า เคซีน (casein) จะพบในธรรมชาติคือในนมหรือน้ำนมเท่านั้น นมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาร่างกายและสมองของเด็กและเยาวชน นมมีส่วนประกอบดังนี้

1.น้ำ เป็นสื่อกลางให้สารอาหารหลายชนิดละลาย ทำให้สะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะเด็กอ่อนหรือทารกที่ยังไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร
2.ไขมัน ตามปกติเรียกไขมันจากน้ำนมว่า มันเนย เป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางโภชนาการและเศรษฐกิจ ให้พลังงาน ตลอดจนสารอาหารและวิตามินเอ ดี อี และเค นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายน้ำนมดิบ เพราะสามารถนำไปใช้อุตสาหกรรมนมได้ นมให้ไขมันเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับขนมปัง นมถั่วเหลือง หรือเนื้อ การดื่มนมจึงไม่ทำให้อ้วน
3.โปรตีน ในน้ำนมเกือบทั้งหมดประกอบด้วยสารอาหารโปรตีน ที่เรียกว่า เคซีน โกลบุลิน (globulin) อัลบูมิน (albumin) ในปริมาณค่อนข้างสูง และมีกรดอะมิโน (amio acid) อยู่ 19 ชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อเยื่อ เลือด และกระดูก นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ อีกด้วย
4.สารประกอบที่มีไนโตรเจน ตามปกตินมจะมีแร่ธาตุไนโตรเจนอยู่ประมาณร้อยละ 0.5
5.แล็กโทส เมื่อถูกย่อยแล้วจะกลายเป็นกลูโคส (glucose) และกาแล็กโทส (galactose) น้ำตาลกาแล็กโทสนี้เป็นส่วนประกอบของซีรีโบรไซด์ (cerebroside) ซึ่งพบมากในเยื่อหุ้มสมองและเยื้อหุ้มประสาท ดังนั้นทารกและเด็กจึงมีความต้องการแล็กโทสเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของสมอง
6.วิตามิน ในนมมีวิตามินเอ บี 1 (ไทอามีน-thaiamine) บี 2 บีรวม บี 6 บี 12 ซี ดี และดี 3 ซึ่งช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด อัมพาต โรคผิวหนัง โรคลำไส้ โรคฟันผุ เป็นต้น
7.แร่ธาตุในน้ำนม มีลักษณะเป็นเถ้า ประกอบด้วยโพแทสเซียม แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส คลอไรด์ ซิเทรต เหล็ก ทองแดง และไอโอดีน

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://dek-d.com